บทความที่ได้รับความนิยม

วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ภาษานี้มีเรื่องสนุก

ภาษาพาสนุก



วิชาภาษาไทย  ที่ใครๆ มองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ  เพราะมีหลายเรื่องที่เรารู้สึกว่า  ทำไม่ได้ ไม่เข้าใจสักที  แต่มีคุณครูท่านหนึ่งซึ่งกำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของการสอนภาษาไทยได้สนุกและมีเทคนิคการจำแพรวพราว  หากบอกชื่อจริงว่าคือ  อาจารย์กิจมาโนชญ์   โรจนทรัพย์ ส่วนใหญ่อาจจะยังทำหน้าสงสัย  แต่ถ้าบอกชื่อเสียงเรียงนามที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าครูลิลลี่ หลายคนร้องอ๋อ..แล้วใช่ไหมคะ
ครั้งนี้ "คิดซี" มีโอกาสได้ไปเรียนภาษาไทยกับครูลิลลี่อยู่แป๊บนึง ก็เลยได้เทคนิคดีๆ มาฝากกันค่ะ

เริ่มแรกเลย ครูลิลลี่บอกว่า  เด็กไทยยังมีจุดอ่อนในการเรียนภาษาไทย  3  เรื่องหลัก ๆ
ด้วยกัน คือ
1. หลัก ไวยากรณ์  ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีความประณีตละเอียดซับซ้อน  ตั้งแต่หน่วยเล็กที่สุดคือตัวอักษร  ก็มีอักษรสูง  กลาง  ต่ำ  ขยับไปเรื่องของคำ  ก็ยังมีคำนาม  คำกริยา  คำวิเศษณ์  คำสันธาน  คำบุพบท  หรือจะแบ่งเป็นแบบคำมูล  คำประสม  คำซ้อน  คำซ้ำ  ก็ได้  พอไปถึงเรื่องประโยคชนิดต่างๆ  ก็มีทั้งความเดียว  ความรวม  ความซ้อนอีก  หลายๆ คนก็เลยบอกว่ามันเยอะแยะยุ่บยั่บจนจำไม่ไหว..ปวดหัว
2. การอ่านจับใจความ  ถ้าพูดถึงการอ่านหนังสือ  ทุกคนอ่านออก  แต่อ่านแล้วตีความได้ว่าเรื่องนั้นพูดถึงอะไร  อะไรก็คือประเด็นสำคัญ  ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์อย่างไร  หรือเขียนด้วยอารมณ์ความรู้สึกแบบไหน  หลายคนอึ้ง..ตอบไม่ได้
             3. การเขียน  หลายคนมีความคิดที่ดี  แต่เรียบเรียงออกมาถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจไม่ได้ สื่อสารผ่านตัวหนังสือไม่เป็น ไม่รู้จะเขียนอะไร ไม่รู้จะใช้สำนวนภาษาแบบไหน ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเด็กไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รับการฝึกฝนให้เขียนบ่อยๆ  ในหนึ่งภาคการศึกษา  อาจจะได้ฝึกการเขียนเรียงความเฉพาะในวิชาภาษาไทยครั้งสองครั้ง  ในขณะที่ต่างประเทศเขาฝึกเขียนกันทุกรายวิชา  ทั้งภาษาอังกฤษ  วิทยาศาสตร์  สังคม  ทุกคนต้องฝึกทำรายงานและเขียนบรรยายกันทั้งนั้น  ทำให้เด็กไทยยังขาดทักษะเรื่องความคิดและจินตนาการ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเขียน  อ่านแล้วก็อย่าเพิ่งตกใจว่า   อุ๊ย!   ทำไมตรงกับเราจัง   จะทำยังไงดีเนี่ย ครูลิลลี่แนะวิธีแก้ไขให้ดังนี้   ไล่กันไปทีละเรื่อง
เรื่องแรกคือ ไวยากรณ์  กันก่อน  เพราะเป็นบันไดก้าวแรกที่จะไปต่อยอดความรู้ในเรื่องอื่นได้ เรื่องนี้ถ้ามีเทคนิคการจำก็จะไม่วุ่นวายอีกต่อไป  ซึ่งยกตัวอย่างมาให้   เช่น


1.  คำพ้อง
คำพ้องมี 3 แบบ คือพ้องรูป พ้องเสียง และพ้องทั้งรูป พ้องทั้งเสียง พ้องแปลว่า เหมือน ดังนั้น
                                  พ้องรูป ก็ต้องรูปเหมือน
                                  พ้องเสียง ก็ต้องเสียงเหมือน
                                  พ้องทั้งรูป พ้องทั้งเสียง ก็ต้องเหมือนทั้งรูปเหมือนทั้งเสียง
แต่ 3 ตัวนี้ ความหมายไม่เหมือน ถ้าความหมายเหมือนเหมือนกัน เรียกพ้องความหมาย
ท่อง ตามอย่างนี้  พ้องรูป-รูปเหมือน พ้องเสียง-เสียงเหมือน พ้องทั้งรูปพ้องทั้งเสียง-เหมือน    ทั้งรูป เหมือนทั้งเสียง แต่ความหมายไม่เหมือน   ดูตัวอย่างไปพร้อมๆ กัน
1.เพลารถ กับ เพลาเย็น เป็นคำพ้องประเภทไหน
               คำตอบคือ  พ้องรูป   เพราะเขียนเหมือนกัน แต่อ่านออกเสียงต่างกัน คำแรกอ่านว่า เพลารถ ส่วนคำหลังอ่านว่า เพ-ลาเย็น
            2.การ กานต์ กาญจน์ การณ์ กาฬ กาล เป็นคำพ้องประเภทไหน
               คำตอบคือ  เสียง  เพราะอ่านออกเสียงเหมือนกัน  แต่เขียนคนละอย่าง  ความหมายต่างกัน การคำแรกแปลว่า งานหรือเรื่องที่ทำ คำที่สองแปลว่า เป็นที่รัก คำที่สามแปลว่า ทอง คำที่สี่แปลว่า เหตุ เค้า มูล คำที่ห้าแปลว่า ดำ คำสุดท้ายแปลว่าเวลา
            3.ไก่ขัน กับ ขันน้ำ เป็น..
                คำตอบคือ  พ้องทั้ง รูป พ้องทั้งเสียง  เพราะคำนี้เขียนเหมือนกัน อ่านออกเสียงก็เหมือนกัน แต่ความหมายไม่เหมือนกัน ขัน คำแรกเป็นกริยา หมายถึงอาการร้องของไก่หรือนกบางชนิด ส่วนคำที่สองเป็นคำนาม หมายถึงภาชนะสำหรับตักหรือใส่น้ำ
ส่วนคำสุดท้าย คือคำพ้องความหมาย ก็เอาความหมายเป็นหลัก เช่น วารี นที คงคา สินธุ สายชล ความหมายทุกตัวหมายถึง สายน้ำ แม่น้ำ แต่เขียนไม่เหมือนกัน อ่านออกเสียงก็ไม่เหมือนกัน

2.  คำซ้อนกับคำประสม
      ดูตัวอย่างคำต่อไปนี้  แล้วตอบทีว่าคำไหนเป็นคำซ้อน  คำไหนเป็นคำประสม
1.บ้านพัก กับ บ้านเรือน
2.พ่อครัว กับ พ่อแม่
3.ควายเหล็ก กับ วัวควาย 

          ก่อนจะแยกแยะ เรามาดูกันก่อนว่า คำซ้อนคืออะไร และคำประสมคืออะไร                            
คำประสม  คือ  การเอาคำสองคำมารวมกัน เพื่อเรียกสิ่งใหม่ๆ แต่ถ้าเป็นคำซ้อนเราไม่ได้เรียกสิ่งใหม่  แต่เอาคำที่ใกล้เคียงกัน  หรือตรงข้ามกันมารวมกัน  เพื่อขยายความกัน ความหมายยังคงคล้ายของเดิม
ฉะนั้น  จะดูว่าคำไหนเป็นคำประสม  ให้ท่องว่า  คำ 2 คำที่นำมาประสมต้องไม่เหมือน ไม่คล้าย  และไม่ตรงข้าม  ส่วนคำซ้อนก็ต้องเหมือน ต้องคล้าย และต้องตรงข้าม 
            คำตอบ  ข้อ 1  บ้านเรือน บ้านก็คือบ้าน เรือนก็คือบ้าน ความหมายคล้ายกันนำมารวมกัน ไม่เกิดความหมายใหม่ ถือเป็นคำซ้อน   
            แต่บ้านพัก  เอาบ้านมารวมกับพัก  กลายเป็นบ้านพัก เช่น บ้านตากอากาศ  นานๆจะไปสักที  ถือเป็นคำประสม
            คำตอบ  ข้อ 2  พ่อแม่ คือไม่พ่อก็แม่  ความหมายยังคงเหมือนเดิม ถือเป็นคำซ้อน
แต่ถ้าเอาพ่อมารวมกับครัว  เกิดเป็นชื่ออาชีพใหม่คือพ่อครัว  เรียกว่าคำประสม
            คำตอบ  ข้อ 3  ควายเหล็ก เอาควายมารวมกับเหล็ก ไม่ใช่ควายที่ตัวเป็นเหล็ก  แต่เป็นคำเปรียบเทียบหมายถึงรถแทร็กเตอร์  เรียกว่า  คำประสม   
ส่วนถ้าเป็นวัวควาย ความหมายรวมๆ  หมายถึง สัตว์ใหญ่เอาไว้ไถนา  ก็เป็นคำซ้อน


3.  คำครุ  ลหุ
การเรียนวิชาภาษาไทย  เรื่องฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์ประเภทคำฉันท์   ก็จะเจอกับครุ ลหุ ซึ่งก็คือพยางค์ที่มีเสียงหนักกับเสียงเบา  จะจำว่าอะไรเป็นอะไร  ก็ต้องสร้างเรื่องราวให้จำง่ายๆ  เช่น
ครุ  ขึ้นต้นด้วย  ค.ควาย   ส่วนลหุ  ขึ้นด้วย  ล.ลิง  ระหว่างควายกับลิง  ควายตัวหนักกว่าลิง  ครุจึงเป็นพยางค์ที่มีเสียงหนัก  ส่วนลหุก็เป็นพยางค์ที่มีเสียงเบา
            ในหนึ่งพยางค์ ถ้ามีตัวสะกด น้ำหนักก็น่าจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าไม่มีตัวสะกด ก็ต้องดูที่สระ ระหว่างสระเสียงสั้นกับเสียงยาว  อะไรจะหนักกว่ากัน ลองคิดดู ระหว่างของสั้นกับของยาว ของยาวน่าจะหนักกว่า
สรุปว่า  ครุ   เสียงหนัก  (เพราะควายตัวหนักกว่าลิง)  เป็นพยางค์ที่มีตัวสะกด  (มีน้ำหนักมากกว่า)  หรือถ้าไม่มีตัวสะกดก็ต้องใช้สระเสียงยาว  (เพราะของยาวหนักกว่าของสั้น)
            ลหุ  เสียงเบา  ถ้าจะทำตัวให้เบาที่สุด  ก็ห้ามมีตัวสะกด  และใช้สระเสียงสั้น

วิธีเตรียมตัวสอบวิชาภาษาไทย
            หลายคนคงจะงง  ไม่รู้ว่าจะเริ่มอ่านจากตรงไหน  โดยเฉพาะเวลาต้องใช้ภาษาไทยในการสอบ  เพราะเนื้อหาเยอะแยะมากมายเหลือเกิน ซึ่งก็มีเทคนิคง่ายๆ มาแนะนำให้น้อง ๆ ลองทำดู  ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
            เริ่มอ่านจากหนังสือสรุปย่อ  เอาเฉพาะประเด็นสำคัญให้ทะลุปรุโปร่ง  อย่าเพิ่งเริ่มอ่านแบบเรียน  เพราะจะเยอะและยาก  จะพานหมดกำลังใจไปก่อน  พออ่านจบแล้วค่อยมาทำแบบฝึกหัด  ถ้าทำผิดหรือติดใจสงสัยข้อไหนเป็นพิเศษ  ค่อยกลับไปอ่านเรื่องนั้นๆ อย่างละเอียดในแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ  เพราะแปลว่าเราอาจจะอ่อนในเรื่องนั้น
            เมื่อรู้ตัวเองว่า  อ่อนเรื่องไหน  ก็ให้ทำแบบฝึกหัดเรื่องนั้นเยอะๆ  ลองหาข้อสอบเก่า     มาทำ  การได้ลองผิดลองถูก  ฝึกแก้ปัญหา  จะทำให้เราเคยชินกับข้อสอบมากขึ้น

คุณค่าแห่งภาษา

“คุณค่าภาษาไทยนั้นใหญ่หลวง” 
คุณค่าภาษาไทย.. 
ที่มาของวันนี้..เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๐๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงร่วมอภิปรายในการประชุมทางวิชาการ ของ ชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   ทรงเปิดการอภิปรายในหัวข้อ “ปัญหาการใช้คำไทย” ทรงดำเนินการอภิปรายและทรงสรุปการอภิปรายด้วยพระองค์เองอย่างยอดเยี่ยม ที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถและความสนพระราชหฤทัยและความห่วงใยในภาษาไทย เป็นที่ประทับใจผู้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง   นับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของวงการภาษาไทย ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว และในโอกาสต่อๆมาพระองค์ยังได้ทรงแสดงความสนพระราชหฤทัยและความห่วงใยในภาษาไทยอีกหลายโอกาส พระองค์ได้ทรงย้ำให้ประชาชนชาวไทยตระหนักถึงความสำคัญของภาษาไทยและพระราชทานแนวความคิดในการอนุรักษ์ภาษาไทยในโอกาสต่างๆอยู่เสมอ ทรงมีพระปรีชาญาณและพระอัจฉริยภาพในการใช้ภาษาไทย ทรงรอบรู้ปราดเปรื่องถึงรากศัพท์ของคำไทย คือ ภาษาบาลีและสันสกฤต พระองค์ทรงมีพระอุตสาหะวิริยะแปลและเรียบเรียงวรรณกรรมภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะวรรณศิลป์   มีเนื้อหาสาระที่มีคุณค่าเป็นคติในการเสียสละเพื่อส่วนรวม และเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนในการใช้ภาษาไทย ดังจะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์แปล เรื่อง นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ ติโต พระราชนิพนธ์แปลบทความเรื่องสั้นๆ หลายบท   และพระราชนิพนธ์ เรื่อง พระมหาชนก เป็นต้น 
           
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว..ที่บ่งบอก “คุณค่าภาษาไทย”
      "เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษาก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สามคือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้... สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆ ก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่าๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก..." 
พระองค์ดังจะล่วงรู้ว่า..คนไทยยังใช้คำที่มีอยู่น้อยทั้งการพูดและเขียน 
ขาดการเก็บออมคำไว้ใน “คลังใจ”
 
ในโลกนี้มีอะไรเป็นไทยแท้
                              ในโลกนี้มีอะไรเป็นไทยแท้          ของไทยแน่นั้นหรือคือภาษา
ทั้งคนมีคนจนแต่ต้นมา                               ใช้ภาษาไทยทั่วทุกตัวคน
             เด็กตะโกนกึกก้องร้องเรียกแม่      เริ่มใช้คำไทยแท้มาแต่ต้น
ไม่มีต่างภาษามาปะปน                                ทุกทุกคนก็สุขสบายใจ
                แม่อยากให้ลูกรักได้พักผ่อน      ก็ไกวเปลให้นอนจนหลับใหล
สำเนียงกล่อมร่ายร้องทำนองไทย              ติดหูแต่สมัยโบราณมา
                พอโตขึ้นส่งเจ้าเข้าโรงเรียน        ได้เริ่มอ่านเริ่มเขียนเรียนภาษา
ภาษาไทยนั้นได้พัฒนา                                  เป็นภาษาขีดเขียนให้เรียนกัน
                บ้างชอบอ่านถ้อยคำทำนองเสนาะ         ภาษาไทยไพเราะไม่แปรผัน
มีเสียงวรรณยุกต์ทุกทุกชั้น                                ขับร้องกันได้ง่ายคล้ายดนตรี
                ฉะนั้นหรือจะไม่ให้รักเจ้า                  ภาษาไทยของเรามีศักดิ์ศรี
เกิดเป็นไทยคนหนึ่งเราจึงมี                                ของดีดีชื่อว่า “ภาษาไทย”
                                                                               


ฉันรักประเทศไทย
ฉันรักภาษาไทย
เราเป็นคนไทย                    พูดจาภาษาไทย
   อาศัยบนแผ่นดินไทย                       แต่งกายแบบไทย
 เราเป็นคนไทย                                 ทั้งกายและทั้งใจ
                  เราต้องรักเมืองไทย                      บ้านเกิดเมืองนอนของเรา...
                เราจะช่วยกันรักษาและดูแลภาษาไทยภาษาชาติของเรา


ถิ่นภาษาไทย

ทำไมจึงต้องเรียนภาษาไทย

ภาษาไทยใครว่าไม่จำเป็น
ทุกท่านเคยสงสัยบ้างไหมครับว่าทำไมเราต้องเรียนภาษาไทย ทั้งที่เราเป็นคนไทย และใช้ภาษาไทยมาตั่งแต่เกิด สาเหตุที่ต้องเรียนภาษาไทยคือ
          ๑.  เพราะภาษาไทยเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างคนไทยด้วยกัน  ไม่ว่าจะเป็นการฟัง  การพูด  การอ่าน  หรือการเขียน  เราคนไทยย่อมหลีกเลี่ยงภาษาไทยไปไม่พ้นจำเป็นต้องใช้ภาษาไทยติดต่อสื่อสารอยู่ตลอดเวลา  ถ้าเราไม่เรียนภาษาไทย  เราก็ไม่รู้ภาษาไทย  ซึ่งจะมีผลให้เราดำรงชีวิตอยู่ในสังคมไทยได้อย่างไม่มีความสุขอย่างแน่นอน
                ๒.   เพราะภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย  คือ  เรามีตัวอักษรไทยเป็นของเราเอง  เรามิได้หยิบยืมภาษาของชาติอื่นมาใช้  เราใช้ภาษาไทยของเราทั้งไทยภาษาพูดและภาษาเขียนเราเห็นอักษรไทยของเราอย่างภาคภูมิใจ
                ๓.   เพราะภาษาไทยเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาติ  ภาษาเป็นเครื่องวัดความมีวัฒนธรรมของชาติ   วัฒนธรรมต่างๆของชาติต้องอาศัยภาษาเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอด ในตัวภาษาไทยเองก็จะมีวัฒนธรรมของภาษาแทรกอยู่  เช่น  ความงามของภาษา และวรรณกรรม  เป็นต้น  เราจึงต้องเรียนภาษาไทยของเรา  เพื่อเป็นการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมทางภาษาของไทยไว้สืบไป
                ๔.   เพราะภาษาเป็นเครื่องมือหล่อหลอมคนในชาติให้รวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกัน   ตราบใดที่เราพูดภาษาเดียวกัน  และเขียนภาษาเดียวกัน คือ  “ภาษาไทย” ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ก็จะเกิดได้ง่ายขึ้นความคิดที่จะแยกชาติแผ่นดินก็จะไม่เกิดขึ้น  ฉะนั้นการที่เราต้องเรียนภาษาไทย  ก็เพื่อจะช่วยกันรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติไว้นั่นเอง
              ผู้รู้กล่าวว่าภาษาเปรียบเสมือนวัฒนธรรมของชาติ หากชาติใดไม่มีภาษาชาตินั้นก็ขาดซึ่งวัฒนธรรม หากผู้ใดที่ทำลายภาษาเท่ากับผู้นั้นทำลายชาติ ฉะนั้นการที่เราเกิดมาเป็นคนไทย  เราควรที่จะได้เรียนภาษาไทยของเรา ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและยังเป็นการช่วยถ่ายทอดมรดกวัฒนธรรมทางภาษาให้คงอยู่เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยสืบต่อไป

ภาษาไทย…เป็นศักดิ์ศรีของชาติ      ประกาศความเป็นไทยอันใหญ่ยิ่ง
ไทยจะเป็นไทยได้แท้จริง                                  ไทยชายหญิงต้องรู้ค่า “ภาษาไทย”
ภาษาไทยใช้แสดงความเป็นชาติ                     อย่าประมาทลืมตัวมัวหลงใหล
ภาษาไทยยืนนานสืบกาลไกล                           ชาติเราจึงยิ่งใหญ่ถึงปัจจุบัน
ตราบที่ภาษาไทยไม่สูญหาย                              ชาติไทยไม่ตายอยู่คงมั่น
เตือนตนเตือนใจไว้ทุกวัน                                 ร่วมมือกันสืบคุณค่า "ภาษาไทย"
                                                               บทประพันธ์ คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เรียนรู้เรื่องภาษา


ความหมายของภาษา
                     คำว่า “ ภาษา” เป็น คำภาษาสันสฤต แปลตามรูปศัพท์หมายถึงคำพูดหรือถ้อยคำ ภาษาเป็นเครื่องมือของมนุษย์ที่ใช้ในการสื่อความหมายให้สามารถสื่อสารติดต่อ ทำความเข้าใจกันโดยมีระเบียบของคำและเสียงเป็นเครื่องกำหนด ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมายของคำว่าภาษา คือ เสียงหรือกิริยาอาการที่ทำความเข้าใจกันได้ คำพูดถ้อยคำที่ใช้พูดจากัน 
ภาษา แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
  • ภาษาที่เป็นถ้อยคำ เรียกว่า “ วัจนภาษา” เป็นภาษาที่ใช้คำพูดโดยใช้เสียงที่เป็นถ้อยคำสร้างความเข้าใจกัน นอกจากนั้นยังมีตัวหนังสือที่ใช้แทนคำพูดตามหลักภาษาอีกด้วย
  • ภาษาที่ไม่เป็นถ้อยคำ เรียกว่า “ อวัจนภาษา” เป็น ภาษาที่ใช้สิ่งอื่นนอกเหนือจากคำพูดและตัวหนังสือในการสื่อสาร เช่น การพยักหน้า การโค้งคำนับ การสบตา การแสดงออกบนใบหน้าที่แสดงออกถึงความเต็มใจและไม่เต็มใจ อวัจนภาษาจึงมีความสำคัญเพื่อให้วัจนภาษามีความชัดเจนสื่อสารได้รวดเร็วยิ่ง ขึ้น นอกจากท่าทางแล้วยังมีสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาใช้ในการสื่อสารสร้างความเข้าใจ อีกด้วย
ความสำคัญของภาษา
  • ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารของมนุษย์  มนุษย์ติดต่อกันได้  เข้าใจกันได้ก็ด้วยอาศัยภาษาเป็นเครื่องช่วยที่ดีที่สุด
  • ภาษาเป็นสิ่งช่วยยึดให้มนุษย์มีความผูกพันต่อกัน เนื่องจากแต่ละภาษาต่างก็มีระเบียบแบบแผนของตน  ซึ่งเป็นที่ตกลงกันในแต่ละชาติแต่ละกลุ่มชน  การพูดภาษาเดียวกันจึงเป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน  มีความผูกพันต่อกันในฐานะที่เป็นชาติเดียวกัน
  • ภาษาเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์  และเป็นเครื่องแสดงให้เห็นวัฒนธรรมส่วนอื่นๆของมนุษย์ด้วย  เราจึงสามารถศึกษาวัฒนธรรมตลอดจนเอกลักษณ์ของชนชาติต่างๆได้จากศึกษาภาษาของชนชาตินั้นๆ
  • ภาษาศาสตร์มีระบบกฎเกณฑ์  ผู้ใช้ภาษาต้องรักษากฎเกณฑ์ในภาษาไว้ด้วยอย่างไรก็ตาม  กฎเกณฑ์ในภาษานั้นไม่ตายตัวเหมือนกฎวิทยาศาสตร์  แต่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของภาษา  เพราะเป็นสิ่งที่มนุษย์ตั้งขึ้น  จึงเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัยตามความเห็นชอบของส่วนรวม
        ภาษาเป็นศิลปะ  มีความงดงามในกระบวนการใช้ภาษา  กระบวนการใช้ภาษานั้น มีระดับและลีลา  ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆหลายด้าน  เช่น  บุคคล  กาลเทศะ  ประเภทของเรื่องฯลฯ  การที่จะเข้าใจภาษา  และใช้ภาษาได้ดีจะต้องมีความสนใจศึกษาสังเกตให้เข้าถึงรสของภาษาด้วย
องค์ประกอบของภาษา
ภาษาทุกภาษาย่อมมีองค์ประกอบของภาษา โดยทั่วไปจะมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ
    • เสียง
นักภาษาศาสตร์จะให้ ความสำคัญของเสียงพูดมกกว่าตัวเขียนที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพราะภาษาย่อมเกิดจากเสียงที่ใช้พูดกัน ส่วนภาษาเขียนเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทนเสียงพูด คำที่ใช้พูดจากันจะประกอบด้วยเสียงสระ เสียงพยัญชนะและเสียงวรรณยุกต์ แต่บางภาษาก็ไม่มีเสียงวรรณยุกต์ เช่น บาลี สันสกฤต เขมร อังกฤษ
    • พยางค์และคำ
พยางค์เป็นกลุ่มเสียง ที่เปล่งออกมาแต่ละครั้ง จะประกอบด้วย เสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ จะมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ได้
พยางค์แต่ละพยางค์จะ มีเสียงพยัญชนะต้น ซึ่งเป็นเสียงที่อยู่หน้าเสียงสระ พยางค์ทุกพยางค์จะต้องมีเสียงพยัญชนะต้น เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ บางพยางค์ก็อาจมีเสียงพยัญชนะสะกดประกอบอยู่ด้วย เช่น
“ ปา” พยัญชนะต้น ได้แก่ เสียงพยัญชนะ /ป/
เสียงสระ ได้แก่ เสียงสระ /อา/
เสียงวรรณยุกต์ ได้แก่ เสียง /สามัญ/
ส่วนคำนั้นจะเป็นการ นำเสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์มาประกอบกัน ทำให้เกิดเสียงและมีความหมาย คำจะประกอบด้วยคำพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้
    • ประโยค
ประโยค เป็นการนำคำมาเรียงกันตามลักษณะโครงสร้างของภาษาที่กำหนดเป็นกฎเกณฑ์หรือ ระบบตามระบบทางไวยากรณ์ของแต่ละภาษา และทำให้ทราบหน้าที่ของคำ
    • ความหมาย
ความหมายของคำมี 2 อย่าง คือ
(1) ความหมายตามตัวหรือความหมายนัยตรง เป็นความหมายตรงของคำนั้นๆ เป็นคำที่ถูกกำหนดและผู้ใช้ภาษามีความเข้าใจตรงกัน เช่น
“ กิน” หมายถึง นำอาหารเข้าปากเคี้ยวและกลืนลงไปในคอ
(2) ความหมายในประหวัดหรือความหมายเชิงอุปมา เป็นความหมายเพิ่มจากความหมายในตรง เช่น
“ กินใจ” หมายถึง รู้สึกแหนงใจ
“ กินแรง” หมายถึง เอาเปรียบผู้อื่นในการทำงาน